วารี's profileNanakajangBlogListsNetwork Tools Help

Nanakajang

--------------------------------------------------

วารี

Occupation
  • Send a private message
  • Subscribe to RSS feed
  • Tell a friend
  • Add to My MSN
  • Add to Live.com
  • Add to your network
January 21

@ + ตำนาน เทพแห่งความรัก + @ *



ในอดีตกาลนานมาแล้ว...ว่ากันว่า มนุษย์ทุกคนมีหัวใจ

ด้วยกันจริง ๆ แล้วทั้งหมด...สองดวง

แต่ยังมีเทวดาน้อยอยู่องค์หนึ่ง...ซึ่งไม่รู้จักสิ่งที่เค้าเรียก

ว่า "หัวใจ" ด้วยความที่สงสัยว่าหัวใจนั้นเป็นอย่างไร

เทวดาน้อยจึงได้ไปถามนางฟ้า ผู้ที่ดูแลทางเข้าออกของ

ประตูสวรรค์...

" ท่านนางฟ้า โปรดบอกข้า...หัวใจคืออะไร? "

" หัวใจคือ...สิ่งบริสุทธิ์ สวยงามที่สุดของมนุษย์ยังไงเล่า "

" แล้วสิ่งที่เรียกว่า...มนุษย์ อยู่แห่งใดล่ะ? "

" อยู่เบื้องล่างยังอีกฟาก...ของประตูสวรรค์นี่ยังไงเล่า "

" เปิดประตู...ให้ข้าไปชมหัวใจของมนุษย์ได้มั้ย นางฟ้า? "

" มิได้หรอก มันผิดกฎของสวรรค์...เจ้ากลับไปซะเถอะ

แค่เจ้ามาสนทนากับข้า...ก็ผิดมากเท่าใดแล้ว เจ้ารู้ตัวมั้ย

เจ้าเทวดาน้อย "

เทวดาน้อย...ทำทีว่าหันหลังกลับไป แต่...ด้วยความที่

อยากได้หัวใจมาครอบครองไว้เป็นของตน จึงได้นำคันศร

มายิงไปที่นางฟ้าผู้รักษาประตูสวรรค์...ซึ่งทำให้นางฟ้านั้น

สลบไป...ในชั่วข้ามคืนนั่นเอง

จากนั้น...เทวดาน้อยก็แอบเปิดประตูสวรรค์ แล้วบินไปยัง

โลกมนุษย์

กลางดึกของคืนนี้...ช่างเป็นคืนที่เงียบสงบ มนุษย์ทั้งหลาย

ต่างหลับไหลกันหมดแล้ว เทวดาน้อยจึงแอบบินเข้าไป...

ในบ้านของเหล่ามนุษย์ แล้วไปเอาสิ่งที่เรียกว่า "หัวใจ"

ของทุกคนบนโลกมนุษย์...มาคนละหนึ่งดวง จากนั้นจึง

นำขึ้นไปบนสวรรค์ หวังจะครอบครองเป็นของตน แต่...

ระหว่างที่เทวดาน้อยกำลังกลับเข้าไป ปากทางของประตู

สวรรค์ได้มีนางฟ้าและเทวดาแห่งความรัก...ยืนกั้นอยู่

เทวดาน้อยเห็นดังนั้นจึงบินหนี ทว่า...นางฟ้าองค์หนึ่งได้

บินตามมา เพื่อจะชิงหัวใจของมนุษย์ทั้งหมดมาไว้

แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น...เมื่อหัวใจทั้งหมดได้

เกิดกระจายออก ก่อนจะร่วงหล่นโปรยปรายปลิวตกลงไป

ยังโลกมนุษย์...และได้เกิดการสลับสับเปลี่ยนเจ้าของ

หัวใจกัน

ในค่ำคืนนั้นเอง...เทวดาน้อยก็ได้รับโทษทัณฑ์จากสวรรค์

ด้วยการถูกสาปให้เป็นเด็กไปชั่วนิรันดร์ และเปลี่ยนชื่อ

เป็น "กามเทพ"

นอกจากนี้...ยังต้องมาอยู่บนโลกมนุษย์ เพื่อตามหาหัวใจ

สองดวงของมนุษย์ ที่พลัดหลงไปอยู่กับใคร...อีกดวงหนึ่ง

ให้กลับมาพบกันตลอดไป...- - - ...




ปล. * @* ตอนนี้หัวใจของคุณ...อาจจะอยู่กับใครซักคน

บนโลกใบนี้ก็เป็นได้...อย่ารอให้ :กามเทพ: เป็นผู้ค้นหา

ถึงเวลาแล้วหรือยัง...ที่คุณจะต้องตามหาหัวใจของคุณ

คืนมา และเมื่อคุณได้มันมาแล้ว...จงดูแลหัวใจคุณให้ดี

อย่าได้ปล่อยให้หัวใจดวงนี้จากคุณไปอีก เพราะ...

คุณอาจจะไม่มีวัน...เจอหัวใจที่แท้จริงอีกดวงของคุณ


ตลอดชีวิต หรือ...ชั่วชีวิตก็เป็นได้ - - -
December 20

ความรักของคนตาบอด

   คุณเคยเห็นคนตาบอดไม๊ ?

คนตาบอด...ที่เดินไปไหนต่อไหนด้วยกันเป็นคู่....
คุณอาจเจอพวกเขาได้ ในที่ที่มีคนอยู่กันเยอะๆ
เช่น..ตลาดนัด...
พวกเขาไปที่นั่น เพราะหวังว่า... คงจะมี คนใจบุญ
ไปเดินอยู่ที่นั่นบ้าง...
คนสองคน...ที่จับมือกัน...ค่อยๆ เดินกระเถิบไปด้วยกันทีละนิด..ทีละนิด.
เพราะต่างคน ต่างก็มองไม่เห็นอะไรกันทั้งคู่...
นอกจากไม้เท้าคนละอันแล้ว...ในมือพวกเขาถือวิทยุเก่าๆเครื่องนึง...
กับไมค์อีกอีกหนึ่งอัน...ที่ขาดไม่ได้
ก็คือขันอลูมิเนียม...
อาวุธสำคัญที่ใช้หากินอยู่ทุกวัน..
เราไม่ คุ้นหู กับเพลงที่เขาร้องนักหรอก..
แต่ก็ดูว่าเขาตั้งใจร้องเหลือเกิน...
และดูเหมือนเขาก็ หวัง ว่าคุณจะต้องชอบมัน...

เราเห็นเขาจับมือกัน...

วินาทีนั้น...
ทำให้เรานึกถึงอะไรบางอย่างที่เราเคยมองข้ามมาตลอด..
คุณเคยนึกถึงความรักของ..คนตาบอด..หรือเปล่า....
ตนตาบอดรักกันได้ยังไงนะ...
เพราะคนตาบอด...ไม่เคยรู้เลยว่า...

คนรักของเขา..มีหน้าตาเป็นอย่างไร..

คนตาบอด..จะรู้จักก็เพียงจิตใจของคนรักของเขาเท่านั้น.
เมื่อเขามีความพอใจกันและกัน....
ไม่มีเกียรติยศ ศักดิ์ศรี
ให้กังวลใจ...เพราะต่างคนก็ต่างไม่มีสิ่งนี้...
ต่างคน..ต่างก็ไม่มีเงิน...
ตาสองข้าง ปิดสนิท....แต่เปิดใจเข้าหากัน..
คนสองคนที่อยู่ด้วยกัน ด้วย " ใ จ " ล้วนๆ...

ความรัก....ก็เกิดจากตรงนั้น.

คนตาบอด พาคนที่เขารัก ไปด้วยกันทุกหนทุกแห่ง...
คนตาบอด ไม่เคยกลับบ้านดึก...
คนตาบอด ออกจากบ้านพร้อมกัน...และกลับถึงบ้านพร้อมกัน...
พวกเขาเคยแยกกันบ้างหรือเปล่านะ.... ?
คุณรู้หรือเปล่า.....คนตาบอด
จับมือของคนที่เขารักไว้ตลอดทั้งวัน...



คุณเคยทำอย่างเขาบ้างไม๊... ?

เรากลับมานึกถึงความรักของคนที่ตาดี...
หลายๆ คน มีเกียรติยศ หน้าที่ การงาน ที่ดีเหลือเกิน...
หลายๆ คน ทั้งหล่อ ทั้งสวย...ทั้งรวย ทั้งฉลาด...
แต่พวกเราหลายๆคนกลับต้องมาเสียใจเพราะความรัก...

หรือว่าพวกเรามองเห็นกัน....เพื่อจะเรียกร้องสิ่งที่เราต้องการให้มากขึ้น..

เอ....พวกเราคาดหวังอะไรจากคนที่เรารัก....มากเกินไปหรือเปล่านะ...
อนาคตของคนตาบอด..อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้...
ดูเหมือนเขาจะ...สงสัยก็เพียงแต่ว่า...
วันพรุ่งนี้...จะมีคนใจบุญซักกี่คน...
ที่ทำให้พวกเขากลับบ้านด้วยกันอย่างมีความสุข....
ตอนที่เราเขียนกระทู้นี้อยู่...พวกเขาก็คงนอนหลับกันแล้ว...
พวกเขาคงไม่มีงานที่ต้องทำดึกๆ เหมือนเราหรอก...คุณว่าไม๊ ??

ขอบคุณตลาดนัด...ที่ทำให้เราเห็นภาพดีๆในวันนี้....
เราเชื่อว่าครั้งหน้า.ที่คุณเห็นคนตาบอด...ใจของคุณจะเปิดกว้างขึ้น...
คุณอาจมองเห็นภาพที่คุณไม่เคยมองเห็น...
ไม่ใช่ด้วยตา...แต่เห็นด้วยหัวใจ...
เหมือนกับภาพที่เราได้เห็นในวันนี้...
December 12

80 เรื่องของในหลวงที่คุณ(อาจ)ไม่เคยรู้

80 เรื่องของในหลวงที่เรา(อาจ)ไม่เคยรู้

เมื่อทรงพระเยาว์

1.ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.
2.นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
3.พระนามภูมิพลได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
4.พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
5.ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
6.ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า “H.H Bhummibol Mahidol”หมายเลขประจำตัว 449
7.ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่าแม่
8.สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
9.แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
10.สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
11.สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่าบ๊อบบี้
12.ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อยๆ
13.สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรอง 3 ที มากเกินไป 2ทีพอแล้ว
14.ระหว่างประทับอยู่ ส วิตเซอร์แลนด์ โดยนะหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษษฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ
15.ทรงได้รับการอบรมให้รู้จักการให้โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่ากระป๋องคนจนหากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูกเก็บภาษีหยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
16.ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่าลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน
17.กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
18.ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง


พระอัจฉริยภาพ



19.พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจากการเล่นสมัยพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับ พระชษฐาน ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
20.สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็น จิ๊กซอว์
21.ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ บเพลง (แอกคอร์เดียน)
22.ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษ า ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
23.ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
24.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนม์พรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือแสงเทียนจนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
25.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลงเราสู้
26.รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5
27. - - - -
28.นกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออก ฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
29.ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนายอินทร์และติโตทรงเขียนด้วยบายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์แต่พระมหาชนก ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
30.ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกีฬาซีเกมส์”)ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510
31.ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่งตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
32.ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือกังหันชัยพัฒนาเมื่อปี 2536
33.ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20ปีแล้ว
34.องค์การสหประชาชาติ ได้ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง


เรื่องส่วนพระองค์


35.พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
36.ร ักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่าน่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง
37.ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
38.หลังอภิเษกสมรส ทรงฮันนีมูนที่หัวหิน
39.ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมืองวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
40.ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
41.ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพง ต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น
42.เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา
43.พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
44.พลอดยาสีพระทน ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม
45.วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรณคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้าแม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ ถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยุ่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่ ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง


งานของในหลวง


46.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบนมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
47.ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่งคือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
48.ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียว กระดาษที่จะนำมาให้ข้อราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน
49.เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้อราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงม ีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
50.ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน
51.โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห้นกันทุกวันนี้
52.เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
53.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่าความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
54.ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5 ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน


ของทรงโปรด


55.อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
56.ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังช่าย
57.ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
58.ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
59.เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
60.ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
61.ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที่ จส.100ด้วย โดยใช้พระนามแฝง
62.หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
63.ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูดลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
64.ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ
65.สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแด ง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว


รู้หรือไม่ ?


66.ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่านายหลวงภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง
67.ทรงวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
68.อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่าทำราชการ
69.ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิสเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีอายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี
70.ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่าอันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก
71.ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
72.หัวใจทรงเต้นไม่ปกติด ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
73.รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
74.ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน
75.ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.24 93 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
76.ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
77.สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง
78.นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
79 - - - -
80. พระราชประวัติในหลวง ฉบับการ์ตูน

มารู้จักกับ "“เรือพระที่นั่ง” สุดยอดความงามของเรือแห่งสยามประเทศ "

       กระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ(การเสด็จพระราชดำเนินทางบก เรียกว่า “พยุหยาตราสถลมารค”) เป็นประเพณีสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สืบต่อกันมานับแต่โบราณนับเป็นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นเอกของโลก ที่เกิดขึ้นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษที่ได้สร้างสรรค์และสืบสานมรดกทางปัญญาอันล้ำค่าให้ชนรุ่นหลังได้ภาคภูมิใจ
       
       สำหรับ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 นี้ นับเป็นโอกาสดีอีกครั้ง ที่คนไทยจะได้ชม“กระบวนพยุหยาตราชลมารค” ในงานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในระหว่างเวลา 15.00 – 17.00 น. ตั้งแต่บริเวณท่าวาสุกรีจนไปสิ้นสุดบริเวณวัดอรุณราชวรารามฯ
       
       การจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งนี้ เพื่อถวายผ้าพระกฐินหลวงไปยังวัดอรุณราชวรารามฯ ประกอบด้วย เรือพระราชพิธี 52 ลำ โดยเรือแต่ละลำต่างก็มีความงดงาม และความสำคัญ และหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งกระบวนเรือทั้งหมดต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนัก พร้อมทั้งต้องประสานกันให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้เกิดเป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารคอันงดงามตระการตา
       
       แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายๆคนเวลาชมกระบวนพยุหยาตราชลมารค (หรือขบวนเรือพระราชพิธี หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จประทับในเรือพระที่นั่ง)ต่างก็มักจะใจจดใจจ่อเฝ้ารอชมเรือพระที่นั่ง ซึ่งถือเป็นเรือที่สำคัญที่สุดในกระบวนฯเพราะเป็นเรือที่พระมหากษัตริย์ประทับ
       
       ซึ่งเรือพระที่นั่งทุกลำจะประดับประดาไปด้วยลวดลายอันวิจิตรงดงาม และมีความต่างจากเรือประเภทอื่นในกระบวนก็คือ เรือพระที่นั่งจะไม่มีการกระทุ้งเส้าให้จังหวะฝีพาย แต่จะมีการใช้กรับแทน โดยเรือพระที่นั่งเกือบทุกลำจะมีการทอดบัลลังก์บุษบก ทอดบัลลังก์กัญยา หรือบัลลังก์พระที่นั่ง ในส่วนกลางลำเรืออันเป็นที่ประทับ
       นอกจากนี้เรือพระที่นั่งยังมีการแบ่งประเภทตามลำดับชั้นและมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป คือ
       
       เรือพระประเทียบ เป็นเรือสำหรับเจ้านายฝ่ายใน
       
       เรือต้น เป็นเรือที่พระมหากษัตริย์เสด็จประพาสลำลอง หรือเสด็จประพาสต้น
       
       เรือพระที่นั่งศรีสักหลาดหรือเรือพระที่นั่งศรี ซึ่งเป็นเรือที่มีลวดลายสวยงามตลอดข้างลำเรือ ใช้สำหรับเสด็จลำลอง
       
       เรือพลับพลา เป็นเรือที่ใช้สำหรับเปลี่ยนเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์
       
       เรือพระที่นั่งกราบ เป็นเรือพระที่นั่งลำเล็ก ใช้เวลาเปลี่ยนถ่ายเรือเพื่อเสด็จเข้าไปในคูคลองสายเล็กๆ
       
       เรือพระที่นั่งทรงและเรือพระที่นั่งรอง เป็นเรือที่พระมหากษัตริย์เสด็จประทับ โดยมีเรือพระที่นั่งอีกลำสำรองไว้กรณีเรือพระที่นั่งลำหลักชำรุด
       
       เรือพระที่นั่งกิ่ง เป็นเรือชั้นสูงสุดของเรือพระที่นั่ง ถือเป็นเรือที่มีความสวยงามเป็นพิเศษ สำหรับความเป็นมาของเรือพระที่นั่งกิ่งนั้น ในสมัยกรุงศรีอยุธยา กษัตริย์พระองค์หนึ่งได้รับชัยชนะกลับจากสงคราม และก็มีผู้หักกิ่งไม้มาปักไว้ที่หัวเรือ นับแต่นั้นมา ก็มีการเขียนลายกิ่งไม้ประดับที่หัวเรือ และโปรดให้เรียกว่า เรือพระที่นั่งกิ่ง
       
       เรือพระที่นั่งเอกไชย เป็นเรือพระที่นั่งเกือบเทียบเท่าเรือพระที่นั่งกิ่ง มักโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ประทับร่วมไปกับกระบวนพยุหยาตราชลมารค แต่ในยุครัตนโกสินทร์ก็แทบจะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างเรือพระที่นั่งกิ่งและเรือพระที่นั่งเอกไชยอีกเลย
เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
       สำหรับพระที่นั่งที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราชลมารคครั้งนี้มี 4 ลำ คือ
       
       เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช หรือเรือพระที่นั่งบัลลังก์นาค 7 เศียร เป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง สร้างขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 และสร้างลำใหม่แทนลำเดิมในรัชกาลที่ 6 โขนเรือปิดทองประดับกระจก เป็นรูปพญานาค 7 เศียร พื้นเรือสีเขียว น้ำหนัก 15.36 ตัน กว้าง 2.95 เมตร ยาว 42.95 เมตร ลึก 0.76 เมตร กินน้ำลึก 0.31 เมตร ฝีพาย 54 นาย นายท้าย 2 นาย
เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์
       เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่งกิ่งที่ถือเป็นมรดกโลก สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ตอนนั้นใช้ชื่อว่า“เรือศรีสุพรรณหงส์”ก่อนที่จะทำการปรับปรุงซ่อมแซมครั้งใหญ่ ในช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยได้คงไว้ในส่วนที่เป็นของดั้งเดิมก็คือส่วนของโขนเรือ หัวเรือ และท้ายเรือ ส่วนลำเรือและลวดลายได้ทำขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ได้เปลี่ยนชื่อจากเรือศรีสุพรรณหงส์ เป็น “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์” ซึ่งรัชกาลที่ 6 ได้ประกอบพิธีลงน้ำเมื่อ วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2454
       
       เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ มีโขนเรือเป็นรูปหงส์ ลงรักปิดทองประดับกระจก พื้นเรือสีดำน้ำหนัก 15.6 ตัน กว้าง 3.15 เมตร ยาว 44.70 เมตร ลึก 0.90 เมตร กินน้ำลึก 0.41 เมตร ฝีพาย 50 นาย นายท้าย 2 นาย นายเรือ 2 นาย พายที่ใช้เป็นพายทอง พลพายจะพายในท่านกบิน และถือเป็นธรรมเนียมว่าถ้าจะเปลี่ยนท่าพายธรรมดาจะต้องรับพระบรมราชานุญาตเสียก่อน
เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9
       เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เดิมเป็นเรือพระที่นั่งกิ่งประเภทเรือรูปสัตว์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีนามว่า “เรือมงคลสุบรรณ” มีโขนเรือเป็นรูปพญาครุฑเพียงอย่างเดียว ต่อมารัชกาลที่ 4 โปรดให้เสริมรูปพระนารายณ์ประทับยืนบนหลังพญาสุบรรณเพื่อความสง่างาม พร้อมทั้งพระราชทางนามใหม่ว่า “เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ”
       
       ส่วนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 นี้ กองทัพเรือ ร่วมกับ กรมศิลปากร และสำนักพระราชวัง ได้ดำเนินการจัดสร้าง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องใน วโรกาสพระราชพิธีในปีกาญจนาภิเษก มีฐานะเป็นเรือพระที่นั่งรอง ทอดบัลลังก์กัญญา เทียบเท่า เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พื้นเรือสีแดงชาด น้ำหนัก 20 ตัน กว้าง 3.20 เมตร ยาว 44.30 เมตร ลึก 1.10 เมตร ฝีพายจำนวน 50 นาย นายท้าย 2 นาย (เพื่อให้สอดคล้องกับ วโรกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
       เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งศรี สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หัวเรือจำหลักปิดทองเป็นรูปพญานาคเล็กๆ จำนวนมาก พื้นเรือสีชมพู น้ำหนัก 7.7 ตัน กว้าง 3.15 เมตร ยาว 45.40 เมตร ลึก 1.11 เมตร กินน้ำลึก 1.46 เมตร ฝีพาย 61 นาย นายเรือ 2 นาย นายท้าย 2 นาย
       
       และนี่ก็คือเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ ที่ใช้ในการแสดงขบวนเรือพระราชพิธีครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า และยังถือเป็นสุดยอดของเรืออันงดงามแห่งสยามประเทศอีกด้วย


 
by 

Windows Media Player